วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

การเขียนชื่อเรื่อง

โครงร่างการวิจัย

การเขียนชื่อเรื่อง
พิสณุ  ฟองศรี
.(2553) . กล่าวไว้ว่า โดยทั่วไปเมื่อกำหนดเนื้อหาหรือตัวแปรที่จะวิจัยในเบื้องต้นแล้วผู้วิจัยมักจะตั้งชื่อเรื่องไว้ก่อนจะเขียนส่วนอื่น ๆ ดังนั้นในที่นี้จึงนำการตั้งชื่อเรื่องมาเสนอไว้ก่อน  ซึ่งจะปรากฏอยู่บนส่วนแรกของปกรายงานวิจัยทุกเล่ม  เมื่อผู้อ่านจะค้นคว้าก็พิจารณาชื่อเรื่องเป็นจุดเริ่มต้น  ดังนั้นความสนใจ  ความประทับใจ  จึงเริ่มเกิดตั้งแต่ได้อ่านชื่อเรื่อง  เปรียบเสมือนกับการพบกันครั้งแรก  หากชื่อเรื่องกระชับ  สละสลวย  และสื่อความหมายไปถึงเนื้อหาภานในเล่มก็จะเป็นผลดี  โดยต้องตั้งชื่อเรื่องให้ถูกต้องอย่างมีหลักการดังนี้
หลักการ
Ø สอดคล้องกับเนื้อหา / ตัวแปร
Ø กระชับแต่สมบูรณ์
Ø หากตัวแปรมีมากหลายตัวมักจะเรียกรวมกันว่า  “  ปัจจัย  ”
Ø หากขึ้นต้นด้วยคำกริยา  ควรใส่  “ การ ” เพิ่มข้างหน้า
Ø หากไม่จำเป็นก็ควรตัดคำฟุ่มเฟือยหน้าคำว่า “ การ ”  ออก  เช่น  คำว่า  “ ผลของ ”  หรือคำขยายอื่น ๆ เช่น ” การศึกษา”  เป็นต้น                        
http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62  กล่าวไว้ว่า การเขียนชื่อเรื่องเค้าโครงการวิจัยในชั้นเรียน คือ
1. เขียนชื่อเรื่องที่สามารถสื่อความกว้าง ๆ ไม่แสดงให้เห็นว่ามีตัวแปรต้น (นวัตกรรม) และตัวแปรตาม (ผลที่ต้องการจากการใช้นวัตกรรม)
2. เขียนชื่อเรื่องที่มีการสื่อความชัดเจนพอสมควรมีตัวแปรต้นหรือตัวแปรตามอย่างใดอย่างหนึ่ง ปรากฏอยู่มีความเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่จะศึกษา
3. เขียนชื่อเรื่องได้กะทัดรัดชัดเจนมีทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามปรากฏอยู่ด้วยอย่างชัดเจน
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  กล่าวไว้ว่า  การเขียนชื่อเรื่อง (the title)  ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น กะทัดรัดและชัดเจน เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย ว่าทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด หรือต้องการผลอะไร
นอกจากนี้ ควรคำนึงด้วยว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการศึกษาควรมีความสอดคล้องกันการเลือกเรื่องในการทำวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากผลของการวิจัย ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
          1.1 ความสนใจของผู้วิจัย
ควรเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจมากที่สุด และควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป
          1.2 ความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัย
ควรเลือกเรื่องที่มีความสำคัญ และนำไปใช้ปฏิบัติหรือสร้างแนวความคิดใหม่ๆ ได้
โดยเฉพาะเกี่ยวกับงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ
          1.3 เป็นเรื่องที่สามารถทำวิจัยได้
เรื่องที่เลือกต้องอยู่ในวิสัยที่จะทำวิจัยได้ โดยไม่มีผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น
ด้านจริยธรรม ด้านงบประมาณ ด้านตัวแปรและการเก็บข้อมูล ด้านระยะเวลาและการ
บริหาร ด้านการเมือง หรือเกินความสามารถของผู้วิจัย
          1.4 ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ทำมาแล้ว
ซึ่งอาจมีความซ้ำซ้อนในประเด็นต่างๆ ที่ต้องพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชื่อเรื่องและ
ปัญหาของการวิจัย (พบมากที่สุด) สถานที่ที่ทำการวิจัย ระยะเวลาที่ทำการวิจัย วิธีการ หรือ
ระเบียบวิธีของการวิจัย
สรุป

ชื่อเรื่อง (The Title) คือ เขียนชื่อเรื่องได้กะทัดรัดชัดเจนมีทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามปรากฏอยู่ด้วยอย่างชัดเจน  ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย  ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
            1.1 ความสนใจของผู้วิจัย
1.2 ความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัย
1.3 เป็นเรื่องที่สามารถทำวิจัยได้
1.4 ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ทำมาแล้ว


แหล่งที่มา
พิสณุ  ฟองศรี.(2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์.กรุงเทพฯ:ด่านสุทธาการพิมพ์.
http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62  เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

รูปแบบของสื่อหลายมิติในการเรียนการสอนประกอบด้วย


9. รูปแบบของสื่อหลายมิติในการเรียนการสอนประกอบด้วย

                กิดานันท์ มลิทอง (2543:9) กล่าวไว้ว่า สื่อหลายมิติช่วยให้ผู้ใช้สามารถใช้สื่อการสอนในลักษณะประสมเพื่อสืบค้น ข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกันได้หลากหลายรูปแบบได้อย่างรวดเร็วนี้เอง จึงทำให้ปัจจุบันมีการให้สื่อหลายมิติในรูปแบบต่างๆได้แก่
                1.การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (CAL)
                2.แผ่นวีดีทัศน์ชิงโต้ตอบ
                3.การสอนบนเว็บ (Web – based Instruction)
                4.ความเป็นจริงเสมือน
                5.ปัญญาประดิษฐ์และระบบผู้เชี่ยวชาญ
http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=5903.0;wap2  กล่าวไว้ว่า รูปแบบของสื่อหลายมิติที่ใช้ใน                        การเรียนการสอน ได้แก่
            
1. ภาพนิ่ง
            2. ภาพเคลื่อนไหว
            3. ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์
            4. เสียง
            5. ส่วนต่อประสาน
            6. การเชื่อมโยงหลายมิติ
วัฒนา นัทธี .2547. http://www.edtechno.com/ กล่าวไว้ว่า ลักษณะโคร่งสร้างของสื่อหลายมิติ โดยทั้วไป   แบ่งออกเป็น 3 แบบ
(1) รูปแบบหลัก(domain model:dm) เป็น รูปแบบโครงสร้างหลักของข้อมูลสารสนเทศทั้งหมดที่นำเสนอให้ผู้เรียน โดยรูปแบบหลักเปรียบเสมือนคลังของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประวัติ เนื้อแฟ้มข้อมูลนักเรียน
(2) รูปแบบของผู้เรียน(student model:sm) เป็น การออกแบบระบบที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการเรียนรู้ และคุณลักษณะของผู้เรียนแต่ละคนที่เหมาะสมกับข้อมูลสารสนเทศและเนื้อหาที่นำ เสนอเพื่อการตอบสนองแบบรายบุคคล
(3) รูปแบบการปรับตัว เป็นรูปแบบของความสามารถในการปรับตัวของระบบ ที่สอดคล้องกับรูปแบบหลัก และรูปแบบของผุ้เรียน โดยรูปแบบการปรับตัว ( Apaptive Model:AM) เป็นการพัฒนาโปรแกรมหรือระบบที่สามารถนำมาปรับใช้สื่อหลายมิติแบบปรับตัวได้ โดยส่วนใหญ่นิยมพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีเว็ปเป็นฐาน (Web-Based Intruction)
สรุป
รูปแบบของสื่อหลายมิติที่ใช้ในการเรียนการสอน ได้แก่  
    1.การสอนใช้คอมพิวเตอร์ช่วย (CAL)  
    2.แผ่นวีดีทัศน์ชิงโต้ตอบ 
    3.การสอนบนเว็บ (Web – based Instruction)  
    4. ภาพนิ่ง 
    5. ภาพเคลื่อนไหว
    6. ภาพเคลื่อนไหวแบบวีดิทัศน์
    7. เสียง 
    8. ส่วนต่อประสาน
     9. การเชื่อมโยงหลายมิติ 
    10. ความเป็นจริงเสมือน  
    11. ปัญญาประดิษฐ์และระบบผู้เชี่ยวชาญ
            ทั้งหมดนี้เป็นลักษณะของสื่อหลายมิติ ที่ผู้สอนจะนำไปใช้ในการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนมีความใฝ่เรียนมากขึ้น และเป็นแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่ง
ลักษณะโคร่งสร้างของสื่อหลายมิติ โดยทั้วไปแบ่งออกเป็น 3 แบบ
        (1) รูปแบบหลัก(domain model:dm) เป็น รูปแบบโครงสร้างหลักของข้อมูลสารสนเทศทั้งหมดที่นำเสนอให้ผู้เรียน โดยรูปแบบหลักเปรียบเสมือนคลังของข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาประวัติ เนื้อแฟ้มข้อมูลนักเรียน

         (2) รูปแบบของผู้เรียน(student model:sm) เป็น การออกแบบระบบที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบการเรียนรู้ และคุณลักษณะของผู้เรียนแต่ละคนที่เหมาะสมกับข้อมูลสารสนเทศและเนื้อหาที่นำ เสนอเพื่อการตอบสนองแบบรายบุคคล
          (3) รูปแบบการปรับตัว เป็นรูปแบบของความสามารถในการปรับตัวของระบบ ที่สอดคล้องกับรูปแบบหลัก และรูปแบบของผุ้เรียน โดยรูปแบบการปรับตัว ( Apaptive Model:AM) เป็นการพัฒนาโปรแกรมหรือระบบที่สามารถนำมาปรับใช้สื่อหลายมิติแบบปรับตัวได้ โดยส่วนใหญ่นิยมพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีเว็ปเป็นฐาน           (Web-Based Intruction)

เอกสารอ้างอิง
กิดานันท์ มลิทอง.(2543).เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.สำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ 10200.
http://www.edtechno.com/ เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ. 2555
http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=5903.0;wap2 เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ.   2555

สื่อประสม


8. สื่อประสม

กิดานันท์ มลิทอง (2543:94) กล่าวไว้ว่า สื่อประสมซึ่งโดยทั่วไปสื่อประสมจัดอยู่ในกล่องหรือแฟ้มซึ่ง    ประกอบด้วย

                1.คู่มือ สำหรับการสอนที่ใช้ชุดการสอนและสำหรับผู้เรียนในชุดการเรียน

                2.คำสั่ง เพื่อกำหนดตามแนวทางในการสอนหรือการเรียน

                3.เนื้อหาบทเรียน จัดอยู่ในรูปของสไลด์ ฟิล์มสทริป เทปบันทึกเสียง วัสดุการฟิก ม้วนวีดีทัศน์  หนังสือบทเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ

                4.กิจกรรมการเรียน เป็นการให้ผู้เรียนทำรายงาน กิจกรรมที่กำหนดให้หรือค้นคว้าจากที่เรียนไปแล้วเพื่อความรู้ที่กว้างขวางขึ้น

                5.แบบทดสอบ เป็นแบบทดสอบเกี่ยวกับเนื้อหาบทเรียนนั้นเพื่อการประเมิน

http://magicofthinking.blogspot.com/2006/06/blog-post_05.html  กล่าวไว้ว่า สื่อประสม หมายถึง การนำเอาสื่อการสอนหลายๆ อย่างมาสัมพันธ์กัน ซึ่งมีคุณค่าที่ส่งเสริมซึ่งกันและกัน สื่อการสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และป้องกันการเข้าใจความหมายผิด การใช้สื่อประสมจะช่วยให้ผู้เรียนมีประสบการณ์จากประสาทสัมผัสที่ผสมผสานกันได้พบวิธีที่จะเรียนในสิ่งที่ต้องการได้ด้วยตนเองมากยิ่งขึ้น

http://porhiso2.blogspot.com/2007/09/blog-post.html กล่าวไว้ว่า สื่อประสม (multimedia) หมายถึง การนำสื่อหลายๆประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และ วิธีการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อแต่ละอย่าง ตามลำดับขั้นตอนของเนื้อหา และในปัจจุบันมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ร่วมด้วย เพื่อการผลิต หรือการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่างๆ ในการนำเสนอข้อมูลทั้ง ตัวอักษร ภาพกราฟิก ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว แบบวีดีทัศน์และเสียง

สรุป

สื่อประสม (multimedia) หมายถึง การนำสื่อหลายๆประเภทมาใช้ร่วมกันทั้งวัสดุ อุปกรณ์ และ วิธีการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดในการเรียนการสอน สื่อการสอนอย่างหนึ่งอาจใช้เพื่อเร้าความสนใจในขณะที่อีกอย่างหนึ่งใช้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงของเนื้อหาและอีกชนิดหนึ่งอาจใช้เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้ง และป้องกันการเข้าใจความหมายผิด เช่น เนื้อหาบทเรียน จัดอยู่ในรูปของสไลด์ ฟิล์มสทริป     เทปบันทึกเสียง วัสดุการฟิก ม้วนวีดีทัศน์  หนังสือบทเรียน บทเรียนคอมพิวเตอร์ ฯลฯ
เอกสารอ้างอิง
กิดานันท์ มลิทอง.(2543).เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.สำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ 10200.
http://magicofthinking.blogspot.com/2006/06/blog-post_05.html  เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ. 2555
http://porhiso2.blogspot.com/2007/09/blog-post.html  เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ.   2555

สื่อการสอน


7. สื่อการสอน

                      กิดานันท์ มลิทอง (2543:89) กล่าวไว้ว่า สื่อ (Medium,pl.media) หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่บรรจุข้อมูลเพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับสามารถสื่อสารกันได้ตรงตามวัตถุประสงค์ เมื่อมีการนำสื่อมาใช้ในการเรียนการสอน จึงเรียกว่า สื่อการสอน

                      สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึง ชนิดใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ แผนภูมิ ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน       

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-13225.html กล่าวไว้ว่า  สื่อการสอนหมายถึง สิ่งซึ่งใช้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติให้แก่ผู้เรียน หรือทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ มนุษย์รู้จักนำเอาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาให้เป็นสื่อการสอน ตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา ด้วยความเจริญก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ทำให้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ตลอดจนวิธีการแปลก ๆ ถูกนำมาใช้เป็นสื่อการสอนกันอย่างกว้างขวาง เช่น การใช้โทรทัศน์เพื่อการศึกษาทั้งในระบบวงจรปิด และในระบบทางไกล หรือการใช้ชุดการสอนเพื่อการเรียนรู้เป็นรายบุคคล เป็นต้น

                                     http://pineapple-eyes.snru.ac.th/stm/index.php?q=node/107 กล่าวไว้ว่า สื่อการสอน หมายถึง วัสดุ อภิปรายนั้นเข้าใจแจ่มแจ้งยิ่งขึ้นสื่อการสอนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียน สื่อการสอนมีให้เลือกมากชนิด สิ่งสำคัญคือผู้สอนจะต้องเลือกและใช้สื่อการสอนให้เหมาะกับบทเรียน สื่อการสอนนั้นจะต้องใช้ได้อย่างสะดวกและที่สำคัญก็คือเมื่อนำมาใช้แล้วช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพ

สรุป
สื่อการสอนหมายถึง สิ่งซึ่งใช้เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และเจตคติให้แก่ผู้เรียน หรือทำให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ มนุษย์รู้จักนำเอาสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาให้เป็นสื่อการสอน ไม่ว่าจะเป็นเทปบันทึกเสียง สไลด์ วิทยุ โทรทัศน์ วีดีทัศน์ แผนภูมิ ฯลฯ ซึ่งบรรจุเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียนการสอน สิ่งสำคัญคือผู้สอนจะต้องเลือกและใช้สื่อการสอนให้เหมาะกับบทเรียน
 
เอกสารอ้างอิง
กิดานันท์ มลิทอง.(2543).เทคโนโลยีการศึกษาและนวัตกรรม.สำนักพิมพ์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด อรุณการพิมพ์.พิมพ์ครั้งที่2.กรุงเทพฯ 10200.
http://pineapple-eyes.snru.ac.th/stm/index.php?q=node/107  เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ. 2555
เข้าถึงเมื่อ 15 กันยายน  พ.ศ.   2555
 

เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่บทบาทในการศึกษามีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างเป็นอย่างไร

6. เทคโนโลยีสารสนเทศ ที่บทบาทในการศึกษามีอะไรบ้าง และแต่ละอย่างเป็นอย่างไร
http://thaigoodview.com/node/25772?page=0%2C1  กล่าวไวว่า บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา คือ เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสารโทรคมนาคมมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษา ดังนี้
              1.เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ หลายด้าน มีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) ระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสาร เช่น การค้นหาข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้ใน World Wide Web เป็นต้น
                 2.เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผน การดำเนินการ การติดตามและประเมินผลซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ
              3.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ในเกือบทุกวงการทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยสื่อสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล เช่น การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยใช้องค์ประกอบที่สำคัญช่วยสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เทเลคอมเฟอเรนซ์ เป็นต้น
                 http://www.gotoknow.org/blogs/posts/242734 กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคม บทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการศึกษา
                 1.เทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้หลายอย่าง เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, ระบบมัลติมีเดีย, ระบบวิดีโอออนดีมานด์, วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ และอินเตอร์เน็ต(Internet) เป็นต้น ระบบเหล่านี้เป็นระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสารและการค้นหาข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้
                 2.เทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษา ในการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผนการดำเนินการ การติดตาม ประเมินผลคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคม
                 3.เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การสื่อสารระหว่างบุคคล  เกือบทุกวงการทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนกับผู้เรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนการสอน และการดำเนินงานในหลายด้าน ทั้งนี้โดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร การดำเนินงานและเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การใช้โทรศัพท์ โทรสาร เทเลคอนเฟอเรนส์ และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
                        http://meteepigulthong.wikispaces.com/บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา กล่าวไว้ว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคมมีบทบาทที่สำคัญต่อการพัฒนาการศึกษาเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาประกอบด้วย
              1.เทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้หลายอย่าง มีระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) มีระบบมัลติมีเดีย (Multimedia) ระบบวิดีโออนนดีมานด์ (Video on Demand) วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ (Video Teleconference) และอินเตอร์เน็ต (Internet) เป็นต้น ระบบเหล่านี้เป็นระบบสนับสนุนการรับรู้ข่าวสารและการค้นหาข้อมูลข่าวสารเพื่อการเรียนรู้
              2.เทคโนโลยีที่เข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษา ในการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผนการดำเนินการ การติดตามและประเมินผลคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สำคัญในเรื่องนี้
              3.เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การสื่อสารระหว่างบุคคล เกือบทุกวงการ ทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เขียน ผู้เรียนกับผู้เรียน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการเรียนการสอน และการดำเนินงานในหลายด้านโดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสาร และการดำเนินงานในหลายด้านโดยอาศัยเทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างบุคคล เช่น การใช้โทรศัพท์ โทรสาร เทเลคอนเฟอเรนส์ และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น
สรุป
ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารโทรคมนาคม บทบาทที่สำคัญของเทคโนโลยีต่อการพัฒนาการศึกษา
1.เทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องการเรียนรู้ ปัจจุบันมีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้หลายอย่าง เช่น ระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสอน, ระบบมัลติมีเดีย, ระบบวิดีโอออนดีมานด์, วิดีโอเทเลคอนเฟอเรนซ์ และอินเตอร์เน็ต(Internet) เป็นต้น
 2. เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการจัดการศึกษาสมัยใหม่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลข่าวสารเพื่อการวางแผน การดำเนินการ การติดตามและประเมินผลซึ่งอาศัยคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ
              3.เทคโนโลยีสารสนเทศกับการสื่อสารระหว่างบุคคล ทุกวงการทั้งทางด้านการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยสื่อสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล เช่น การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน โดยใช้องค์ประกอบที่สำคัญช่วยสนับสนุนให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เช่น การใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ เทเลคอมเฟอเรนซ์ เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง
http://meteepigulthong.wikispaces.com/บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษา
 เข้าถึงเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ.  2555
  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/242734  เข้าถึงเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ.  2555
 http://thaigoodview.com/node/25772?page=0%2C1  เข้าถึงเมื่อ 18 กันยายน พ.ศ.  2555