วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

การให้คำนิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย (operational definition)



การให้คำนิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย (operational definition)

            http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 กล่าวไว้ว่า การให้คำนิยามเชิงปฏิบัติที่จะใช้ในการวิจัย ในการวิจัย อาจมี ตัวแปร (variables) หรือคำ (terms) ศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องให้คำจำกัดความอย่างชัดเจน ในรูปที่สามารถสังเกต (observation) หรือวัด (measurement) ได้ ไม่เช่นนั้นแล้ว อาจมีการแปลความหมายไปได้หลายทาง ตัวอย่างเช่น คำว่า คุณภาพชีวิต, ตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ ทัศนคติ , ความพึงพอใจ, ความปวด เป็นต้น

            http://www.gotoknow.org/posts/214527  กล่าวไว้ว่า คำนิยามปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายของคำที่เป็นแนวคิด ออกมาในลักษณะที่วัดได้ สังเกตได้ เพื่อให้มีความหมายที่แน่นอนมีขอบเขตเป็นอย่างเดียวกัน จะได้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายตรงกัน การให้ความหมายของคำในเชิงปฏิบัติการจะต่างไปจากความหมายเชิงทฤษฎี คือ จะเน้นที่การวัด การสังเกตที่ปฏิบัติได้แต่คำนิยามที่ให้ต้องไม่ขัดกับความหมายเชิงทฤษฎี ตัวอย่างเช่น คำว่า “ภาวะไข้” ในการวิจัยนิยามปฏิบัติการจะให้ความหมายว่า หมายถึง “ภาวะที่อุณหภูมิกายสูงเกิน 38 องศาเซลเซียส โดยการวัดอุณหภูมิทางทวารหนักเป็นเวลา 2 นาที สอดเทอร์โมมิเตอร์ลึกประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร จะเห็นว่าจากตัวอย่าง การตีความ ภาวะไข้จะได้ขอบเขตความหมายชัดเจน และการจะระบุว่ามีไข้หรือไม่จะระบุตรงกัน

               http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=167.0  กล่าวไว้ว่า  เป็นการให้ความหมายของคำที่เป็นแนวคิด ออกมาในลักษณะที่วัดได้ สังเกตได้ เพื่อให้มีความหมายที่แน่นอนมีขอบเขตเป็นอย่างเดียวกัน จะได้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายตรงกัน การให้ความหมายของคำในเชิงปฏิบัติการจะต่างไปจากความหมายเชิงทฤษฎี คือ จะเน้นที่การวัด การสังเกตที่ปฏิบัติได้แต่คำนิยามที่ให้ต้องไม่ขัดกับความหมายเชิงทฤษฎี

สรุป
            คำนิยามปฏิบัติการ (Operational definition) เป็นการให้ความหมายของคำที่เป็นแนวคิด ออกมาในลักษณะที่วัดได้ สังเกตได้ เพื่อให้มีความหมายที่แน่นอนมีขอบเขตเป็นอย่างเดียวกัน จะได้ไม่เกิดความคลาดเคลื่อนในงานวิจัย ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายตรงกัน  การวิจัยเชิงปฏิบัติการไม่ใช่วิธีการวิจัยบริสุทธิ์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา และนักวิจัยสามารถใช้วิธีการเก็บและรวบรวมข้อมูลได้หลากหลายวิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นทั้งการวิจัยและการปฏิบัติการ ในการวิจัย อาจมี ตัวแปร (variables) หรือคำ (terms) ศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ที่จำเป็นต้องให้คำจำกัดความอย่างชัดเจน


http://www.banprak-nfe.com/webboard/index.php?topic=167.0 เข้าถึงเมื่อ 25/12/2555
http://www.gotoknow.org/posts/214527  เข้าถึงเมื่อ 25/12/2555
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  เข้าถึงเมื่อ 25/12/2555




ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption)


ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption)
            http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62   กล่าวไว้ว่า การเขียนข้อตกลงเบื้องต้น คือ
            1.มีการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้วิจัยไม่ได้ตรวจสอบหรือไม่ได้ศึกษาบางประเด็น
            2.มีการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้วิจัยไม่ได้ตรวจสอบหรือไม่ได้ศึกษาครบทุกประเด็นแต่การเขียนยังไม่ชัดเจนพอ
            3.มีการกำหนดเงื่อนไขที่ผู้วิจัยไม่ได้ตรวจสอบหรือไม่ได้ศึกษาไว้ ครบทุกประเด็นแล้วยังสามารถเขียนได้อย่างชัดเจน
           ไพศาล วรคำ(2550:189) กล่าวไว้ว่า เป็นการกำหนดเงื่อนไข ของการวิจัยที่จะต้องเป็นที่ยอมรับได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ทั้งนี้ต้องมีเหตุผลน่าเชื่อถือ
           รวีวรรณ ชินะตระกูล(2550:56) กล่าวไว้ว่า ผู้วิจัยจำเป็นต้องกำหนดหัวข้อตกลงเบื้องต้นของการวิจัยไว้ก่อนในการทำวิจัยของตน มีอะไรบ้างที่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้ ทั้งที่ยังไม่ได้ทดลอง อาจเป็นสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผู้วิจัยต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมารองรับข้อตกลงเบื้องต้น หรือมีพยานยืนยัน ซึ่งผู้วิจัยจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านเห็นได้ว่าเป็นจริงตามนั้น เช่น การทำวิจัยทางพฤกษศาสตร์ในประเทศไทยที่เกี่ยวกับโรคพืช ผู้วิจัยควรตั้งข้อตกลงไว้เบื้องต้นว่า เน้นการวิจัยโรคพืชในเขตร้อนเท่านั้น เพราะมีตัวอย่างมากและเก็บข้อมูลได้ง่ายกว่าสะดวกกว่าการวิจัยพืชในเขตหนาว
สรุป
         ข้อตกลงเบื้องต้น (Assumption) เป็นการกำหนดเงื่อนไข ของการวิจัยที่จะต้องเป็นที่ยอมรับได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ ทั้งนี้ต้องมีเหตุผลน่าเชื่อถือ ทั้งที่ยังไม่ได้ทดลอง อาจเป็นสิ่งที่เป็นจริงตามธรรมชาติ หรือสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ผู้วิจัยต้องมีเหตุผลที่เหมาะสมมารองรับข้อตกลงเบื้องต้น หรือมีพยานยืนยัน ซึ่งผู้วิจัยจะต้องแสดงให้เห็นว่าผู้อ่านเห็นได้ว่าเป็นจริงตามนั้น

แหล่งอ้างอิง
ไพศาล วรคำ.(2552).การวิจัยทางการศึกษา.ครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
รวีวรรณ ชินะตระกูล.(2550).วิธีวิจัยการศึกษา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ:ห้างหุ้นส่วนจำกัด
ภาพพิมพ์.


สมมติฐานการวิจัย (Hypothasis)


สมมติฐานการวิจัย (Hypothasis)

http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62   กล่าวไว้ว่า สมมติฐานการวิจัย : ส่วนใหญ่ใช้กรณีที่เป็นการวิจัยเชิงวิเคราะห์หรือเชิงทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ซึ่งเป็นคำตอบที่คาดคะเนล่วงหน้า โดยอาศัยเหตุผลที่ได้จากความรู้ จินตนาการและประสบการณ์เดิมของผู้วิจัย โดยจะทดสอบสมมติฐานได้ต้องมีการวัดตัวแปรทั้ง 2 เป็นตัวเลขและสามารถทดสอบได้มี 2 อย่าง 1) สมมติฐานทางการวิจัย เขียนเป็นข้อความถึงความคาดคะเนความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร จะมีทิศทางหรือไม่มีทิศทางก็ได้ เช่นคำว่า “แตกต่างกัน” หรือ “ไม่แตกต่างกัน” หรือ “สูงกว่า” หรือ “ต่ำกว่า” เป็นต้น 2) สมมติฐานทางสถิติ เขียนในรูปประโยคสัญลักษณ์เชิงสถิติ

http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 กล่าวไว้ว่า การตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดคะเนหรือการทายคำตอบอย่างมีเหตุผล มักเขียนในลักษณะ การแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น(independent variables) และตัวแปรตาม (dependent variable) เช่น การติดเฮโรอีนชนิดฉีด เป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคเอดส์ สมมติฐานทำหน้าที่เสมือนเป็นทิศทาง และแนวทาง ในการวิจัย จะช่วยเสนอแนะ แนวทางในการ เก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป สมมติฐานต้องตอบวัตถูประสงค์ของการวิจัยได้ครบถ้วนและทดสอบและวัดได้
              

            http://itcstatistic.blogspot.com/2009/05/1.html
   กล่าวไว้ว่า สมมติฐานเป็นความคาดหวังในผลที่จะเกิดขึ้นจากการวิจัย เป็นการนำคำอธิบายของทฤษฎีมาทำนาย การเขียนเป็นการนำปัญหาการวิจัยมาเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคำตอบที่คาดเดาไว้อย่างมีเหตุผล สมมติฐานเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของกระบวนการค้นหาความรู้ที่เป็นวิทยาศาสตร์ การตั้งสมมติฐานใช้วิธีการของการอุปมานซึ่งเน้นการสังเกต และการอนุมานซึ่งเน้นการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์สิ่งที่สังเกตได้ การทำวิจัยเรื่องหนึ่ง ๆ จะมีสมมติฐานหรือไม่ขึ้นกับระเบียบวิธีวิจัย ถ้ามีสามารถตั้งได้อย่างน้อยหนึ่ง สมมติฐานหรืออาจมากกว่าหนึ่งได้

สรุป
การตั้งสมมติฐาน (Hypothasis) เป็นการคาดคะเนหรือการทายคำตอบอย่างมีเหตุผล มักเขียนในลักษณะ การแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น(independent variables) และตัวแปรตาม (dependent variable) จะเขียนระบุอย่างชัดเจนถึงทิศทางของความแตกต่างถึงทิศทางของความแตกต่างระหว่างกลุ่ม โดยมีคำว่า “ ดีกว่า ” หรือ “ สูงกว่า ” หรือ “ ต่ำกว่า ” หรือ “ น้อยกว่า” ในสมมติฐานนั้นๆ  และเขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัยซึ่งเป็นตัวแปรที่ต้องการศึกษาอีกด้วย


แหล่งอ้างอิง
http://itcstatistic.blogspot.com/2009/05/1.html   เข้าถึงเมื่อ 21/12/2555
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 21/12/2555

ขอบเขตการวิจัย


ขอบเขตการวิจัย


จำเรียง  กูรมะสุวรรณ (2529:162) กล่าวไว้ว่า ในการทำวิจัยถึงแม้ว่าจะมีการวางแผนอย่างดีแล้วก็ตาม ความคลาดเคลื่อน (error) ที่เกิดขึ้นเองจากลักษณะของกลุ่มตัวอย่างหรือจากตัวแปรภายนอก ฯลฯ ซึ่งผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงได้และสิ่งนั้นมีผลต่อข้อมูลที่เก็บรวบรวมและการวิเคราะห์ข้อมูล ทำให้ผลการวิจัยไม่สมบูรณ์ เกิดความบกพร่อง จึงควรจะกล่าวไว้ให้ผู้อ่านได้ทราบพร้อมทั้งเหตุผลทั้งนี้เพื่อที่ผู้จะนำผลการวิจัยไปใช้ จะได้พิจารณาความจำกัดของการวิจัยเรื่องนั้นๆ ด้วย 
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 กล่าวไว้ว่า ขอบเขตของการวิจัย เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถทำการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปัญหานั้น จึงต้องกำหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจทำได้โดยการกำหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา หรือกำหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา
https://docs.google.com/viewer?a=v&q=cache:-AW9MtjHcYUJ:e-learning.vec.go.th/elearning/elearning/stat/text/reseachProposalWriting.doc+&hl=th&gl=th&pid=bl&srcid=ADGEESiDnyhQyhrpYqTS0QqJ4ZOPXQsb_vvcg7yNw451UgT6BkMhSud8H9XgRZO4L5Wd2xMHyhaP8NMKD8I5_j4Ccm49Zboo98i2sm0ynjBnm4s3P7IGbG97mRKH8iNQIeXi9oKOzgeE&sig=AHIEtbR9AFzoYouAyviiRkrdtRNFUwvHsw กล่าวไว้ว่า  เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด เนื่องจากผู้วิจัยไม่สามารถทำการศึกษาได้ครบถ้วนทุกแง่ทุกมุมของปัญหานั้น จึงต้องกำหนดขอบเขตของการศึกษาให้แน่นอน ว่าจะครอบคลุมอะไรบ้าง ซึ่งอาจทำได้โดยการกำหนดขอบเขตของเรื่องให้แคบลงเฉพาะตอนใดตอนหนึ่งของสาขาวิชา หรือกำหนดกลุ่มประชากร สถานที่วิจัย หรือระยะเวลา


สรุป
ขอบเขตของการวิจัย เป็นการระบุให้ทราบว่าการวิจัยที่จะศึกษามีขอบข่ายกว้างขวางเพียงใด และเป็นสิ่งที่จะศึกษาค่อนข้างจะกว้างไม่เฉพาะเจาะจงและครอบคลุม  เป็นการเขียนระบุสิ่งที่สำคัญไว้อย่างชัดเจน ในบางอย่างเช่น ตัวแปรที่ศึกษา  ช่วงเวลาที่ศึกษา กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เนื้อหาสาระ และจึงควรจะให้ผู้อ่านได้ทราบพร้อมทั้งเหตุผลทั้งนี้เพื่อที่ผู้จะนำผลการวิจัยไปใช้ จะได้พิจารณาความจำกัดของการวิจัยเรื่องนั้นๆ ด้วย 




แหล่งอ้างอิง

http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 20/12/2555
https://docs.google.com/viewer?a=v&q=cache:-AW9MtjHcYUJ:e-learning.vec.go.th/elearning/elearning/stat/text/reseachProposalWriting.doc+&hl=th&gl=th&pid=bl&srcid=ADGEESiDnyhQyhrpYqTS0QqJ4ZOPXQsb_vvcg7yNw451UgT6BkMhSud8H9XgRZO4L5Wd2xMHyhaP8NMKD8I5_j4Ccm49Zboo98i2sm0ynjBnm4s3P7IGbG97mRKH8iNQIeXi9oKOzgeE&sig=AHIEtbR9AFzoYouAyviiRkrdtRNFUwvHsw  เข้าถึงเมื่อ 20/12/2555

จำเรียง  กูรมะสุวรรณ. (2529). สถิติและการวิจัยเบื้องต้น.กรุงเทพฯ:สามเจริญพานิช.


วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วัตถุประสงค์การวิจัย


โครงร่างการวิจัย

วัตถุประสงค์การวิจัย

            พิสณุ  ฟองศรี.(2553).กล่าวไว้ว่า วัตถุประสงค์การวิจัย  จะเป็นสิ่งที่กำหนดขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ ในการทำวิจัย  เพื่อให้ผลวิจัยสนองตอบวัตถุประสงค์การวิจัย  หากเขียนวัตถุประสงค์ไม่สมบูรณ์  ขาดหรอเกินไปไม่ชัดเจน ก็จะส่งผลต่อการทำวิจัยในขั้นอื่น ๆ เปรียบเสมือนกับหลงทิศผิดทาง  การกำหนดวัตถุประสงค์โดยทั่วไปจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการวิจัยนั้น ๆ
1. เขียนเป็นข้อ ๆ ถึงผลที่จะทราบ (Output) จากการวิจัย
2. ห้ามเขียนไปถึงผลลัพธ์ (Outcome)  หรือผลกระทบ  (Impact)   จะนำไปเขียนได้ในหัวข้อ ความสำคัญของการวิจัยนั้น
3. ไม่จำเป็นต้องมีหลายข้อ

http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62  
กล่าวไว้ว่า การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยในชั้นเรียน
      1.ข้อความที่เขียนยังไม่ค่อยจะสอดคล้องและครบคลุมกับสิ่งที่จะศึกษาหรือตัวแปรตาม
      2.เขียนข้อความที่มีความครอบคลุมสอดคล้องกับสิ่งที่จะศึกษาหรือตัวแปรตามแต่ยังไม่กระชับชัดเจนเท่าที่ควร แต่รู้ว่างานวิจัยจะทำอะไรได้
      3.เขียนข้อความได้กะทัดรัดชัดเจน ตรงประเด็นสอดคล้องกับสิ่งที่จะศึกษาหรือตัวแปรตามอย่างสมเหตุสมผล รู้ได้ว่างานวิจัยจะทำอะไรได้

http://blog.eduzones.com/jipatar/85921   กล่าวไว้ว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัย (objectives) เป็นการกำหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้าง ในเรื่องที่จะทำวิจัย ต้องชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ โดยบ่งชี้ถึง สิ่งที่จะทำ ทั้งขอบเขต และคำตอบที่คาดว่าจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การตั้งวัตถุประสงค์ ต้องให้สมเหตุสมผล กับทรัพยากรที่เสนอขอ และเวลาที่จะใช้ จำแนกได้เป็น 2 ชนิด คือ
            3.1 วัตถุประสงค์ทั่วไป (General Objective)กล่าวถึงสิ่งที่ คาดหวัง (implication) หรือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น จากการวิจัยนี้ เป็นการแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับจุดมุ่งหมาย ในระดับกว้าง จึงควรครอบคลุมงานวิจัยที่จะทำทั้งหมด
ตัวอย่างเช่น
เพื่อศึกษาถึงปฏิสัมพันธ์ และความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน
           3.2 วัตถุประสงค์เฉพาะ (Specific Objective) จะพรรณนาถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ในงานวิจัยนี้ โดยอธิบายรายละเอียดว่า จะทำอะไร โดยใคร ทำมากน้อยเพียงใด ที่ไหน เมื่อไร และเพื่ออะไร โดยการเรียงหัวข้อ ควรเรียงตามลำดับความสำคัญ ก่อน หลัง ตัวอย่างเช่น
                      3.2.1 เพื่อศึกษาถึงรูปแบบปฏิสัมพันธ์และการปรับตัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน
                      3.2.2 เพื่อศึกษาถึงปัญหาและความต้องการของผู้ติดเชื้อเอดส์ ครอบครัว และชุมชน


สรุป

วัตถุประสงค์การวิจัย (Objective) กล่าวไว้ว่า วัตถุประสงค์ของการวิจัย (objectives) เป็นการกำหนดว่าต้องการศึกษาในประเด็นใดบ้าง ในเรื่องที่จะทำวิจัย ต้องชัดเจน และเฉพาะเจาะจง ไม่คลุมเครือ โดยบ่งชี้ถึง สิ่งที่จะทำ ทั้งขอบเขต และคำตอบที่คาดว่าจะได้รับ ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว การตั้งวัตถุประสงค์ ต้องให้สมเหตุสมผล กับทรัพยากรที่เสนอขอ และเวลาที่จะใช้ และจะเป็นสิ่งที่กำหนดขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ ในการทำวิจัย  เพื่อให้ผลวิจัยสนองตอบวัตถุประสงค์การวิจัย  


แหล่งที่มา
พิสณุ  ฟองศรี.(2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์.กรุงเทพฯ:ด่านสุทธาการพิมพ์.
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา


โครงร่างการวิจัย

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
            พิสณุ  ฟองศรี.(2553). กล่าวไว้ว่า ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา  เป็นการบอกให้ทราบถึงสาเหตุ  ความจำเป็น  และความสำคัญที่จะทำวิจัย  ผู้วิจัยต้องเขียนเกริ่นนำหรืออารัมภบท  โดยโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านหรือผู้เกี่ยวข้องคล้อยตาม  เห็นด้วยและยอมรับ  เช่น  หากเป็นเรื่องใหม่ก็ถือว่าเป็นการบุกเบิก  แต่หากศึกษาต่อจากผู้อื่นก็แสดงให้เห็นว่าจะพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ได้เพิ่มเติมหรือลุ่มลึกกว่าอย่างไร  เป็นต้น  เนื่องจากหัวข้อนี้เป็นส่วนแรกของรายงานวิจัย  หากสามารถเขียนให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่าน  ก็จะส่งผลต่อเนื้อหาในหัวข้อหรือบทต่อไป ๆ ได้อีกด้วย  จึงเขียนด้วยความตั้งใจเท่าที่จะทำได้
หลักการ
Ø ความยาวประมาณ   3 – 6 หน้า  ขึ้นอยู่กับจำนวนตัวแปรหรือเนื้อหา  วิธีการหรือองค์ประกอบอื่น ๆ
Ø หากความยาวน้อยกว่า  3  หน้า  มักจะได้สาระไม่ครบ
Ø หากความยาวเกิน  6  หน้า  มักจะวกวน
Ø ใช้ความคิดตัวเองเป็นส่วนนำ  และอ้างอิงแนวคิดทฤษฎี  หรือานวิจัยมาสนับสนุน
Ø เขียนจากความเรียงจากใหญ่ไปย่อย  หรือทั่วไปสู่เฉพาะในลักษณะ “กรวย”
Ø ไม่ควรเกริ่นนำเนื้อหาที่เป็นเรื่องไกลตัวเกินไป  หากมีความจำเป็นต้องเกริ่นนำก็ไม่ควรให้มีปริมาณมากเกินไป
Ø ปริมาณเนื้อหาทั่วไปและเฉพาะเรื่องหรือปัญหาที่จะทำ   ความสมดุลหรือใกล้เคียงกัน
Ø เขียนย่อหน้าให้ได้หน้าละ  3-5 ย่อหน้า ๆ ละ 1 ประเด็น
Ø ย่อหน้าสุดท้ายเป็นการสรุปว่าจะทำวิจัย  ควรแสดงเหตุผลให้ครอบคลุม  เพื่อให้มีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำวิจัย
http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62   กล่าวไว้ว่า การเขียนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา                        
            1.เขียนขยายความที่สื่อความได้พอสมควรแต่ไม่มีข้อมูลสารสนเทศประกอบการพิจารณาที่ชัดเจน
          2.เขียนได้ละเอียดมีความเป็นเหตุเป็นผล มีข้อมูลสารสนเทศประกอบ ชัดเจนแต่ยังไม่มีจุดเน้นในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาอย่างชัดเจน
          3.เขียนได้ละเอียดชัดเจนตรงประเด็นโดยเขียนจากกว้างมาสู่ภาพเล็กเปรียบเสมือนรูปสามเหลี่ยมกลับหัวลง   โดยมีข้อมูลสารสนเทศประกอบ มีการวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุเชิงเหตุผลชัดเจนในการทำวิจัย มีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีรองรับและมีจุดเน้นในการแก้ปัญหาหรือพัฒนาอย่างชัดเจน
            http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  กล่าวไว้ว่า ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (background and rationale) อาจเรียกต่างๆกัน เช่น หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจำเป็นที่จะทำการวิจัย หรือ ความสำคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร ต้องระบุว่าปัญหาการวิจัยคืออะไร มีความเป็นมาหรือภูมิหลังอย่างไร มีความสำคัญ รวมทั้งความจำเป็น คุณค่าและประโยชน์ ที่จะได้จากผลการวิจัยในเรื่องนี้ โดยผู้วิจัยควรเริ่มจากการเขียนปูพื้นโดยมองปัญหาและวิเคราะห์ปัญหาอย่างกว้างๆ ก่อนว่าสภาพทั่วๆไปของปัญหาเป็นอย่างไร และภายในสภาพที่กล่าวถึง มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นบ้าง ประเด็นปัญหาที่ผู้วิจัยหยิบยกมาศึกษาคืออะไร ระบุว่ามีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ มาแล้วหรือยัง ที่ใดบ้าง และการศึกษาที่เสนอนี้จะช่วยเพิ่มคุณค่า ต่องานด้านนี้ ได้อย่างไร
สรุป
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (background and rationale) กล่าวไว้ว่า ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา  เป็นการบอกให้ทราบถึงสาเหตุ  ความจำเป็น  และความสำคัญที่จะทำวิจัย  ผู้วิจัยต้องเขียนเกริ่นนำหรืออารัมภบท  โดยโน้มน้าวใจให้ผู้อ่านหรือผู้เกี่ยวข้องคล้อยตาม  เห็นด้วยและยอมรับ  เช่น หลักการและเหตุผล ภูมิหลังของปัญหา ความจำเป็นที่จะทำการวิจัย หรือ ความสำคัญของโครงการวิจัย ฯลฯ


แหล่งที่มา
พิสณุ  ฟองศรี.(2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์.กรุงเทพฯ:ด่านสุทธาการพิมพ์.
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555

การเขียนชื่อเรื่อง

โครงร่างการวิจัย

การเขียนชื่อเรื่อง
พิสณุ  ฟองศรี
.(2553) . กล่าวไว้ว่า โดยทั่วไปเมื่อกำหนดเนื้อหาหรือตัวแปรที่จะวิจัยในเบื้องต้นแล้วผู้วิจัยมักจะตั้งชื่อเรื่องไว้ก่อนจะเขียนส่วนอื่น ๆ ดังนั้นในที่นี้จึงนำการตั้งชื่อเรื่องมาเสนอไว้ก่อน  ซึ่งจะปรากฏอยู่บนส่วนแรกของปกรายงานวิจัยทุกเล่ม  เมื่อผู้อ่านจะค้นคว้าก็พิจารณาชื่อเรื่องเป็นจุดเริ่มต้น  ดังนั้นความสนใจ  ความประทับใจ  จึงเริ่มเกิดตั้งแต่ได้อ่านชื่อเรื่อง  เปรียบเสมือนกับการพบกันครั้งแรก  หากชื่อเรื่องกระชับ  สละสลวย  และสื่อความหมายไปถึงเนื้อหาภานในเล่มก็จะเป็นผลดี  โดยต้องตั้งชื่อเรื่องให้ถูกต้องอย่างมีหลักการดังนี้
หลักการ
Ø สอดคล้องกับเนื้อหา / ตัวแปร
Ø กระชับแต่สมบูรณ์
Ø หากตัวแปรมีมากหลายตัวมักจะเรียกรวมกันว่า  “  ปัจจัย  ”
Ø หากขึ้นต้นด้วยคำกริยา  ควรใส่  “ การ ” เพิ่มข้างหน้า
Ø หากไม่จำเป็นก็ควรตัดคำฟุ่มเฟือยหน้าคำว่า “ การ ”  ออก  เช่น  คำว่า  “ ผลของ ”  หรือคำขยายอื่น ๆ เช่น ” การศึกษา”  เป็นต้น                        
http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62  กล่าวไว้ว่า การเขียนชื่อเรื่องเค้าโครงการวิจัยในชั้นเรียน คือ
1. เขียนชื่อเรื่องที่สามารถสื่อความกว้าง ๆ ไม่แสดงให้เห็นว่ามีตัวแปรต้น (นวัตกรรม) และตัวแปรตาม (ผลที่ต้องการจากการใช้นวัตกรรม)
2. เขียนชื่อเรื่องที่มีการสื่อความชัดเจนพอสมควรมีตัวแปรต้นหรือตัวแปรตามอย่างใดอย่างหนึ่ง ปรากฏอยู่มีความเฉพาะเจาะจงในสิ่งที่จะศึกษา
3. เขียนชื่อเรื่องได้กะทัดรัดชัดเจนมีทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามปรากฏอยู่ด้วยอย่างชัดเจน
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921  กล่าวไว้ว่า  การเขียนชื่อเรื่อง (the title)  ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น กะทัดรัดและชัดเจน เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย ว่าทำอะไร กับใคร ที่ไหน อย่างไร เมื่อใด หรือต้องการผลอะไร
นอกจากนี้ ควรคำนึงด้วยว่าชื่อเรื่องกับเนื้อหาของเรื่องที่ต้องการศึกษาควรมีความสอดคล้องกันการเลือกเรื่องในการทำวิจัยเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ที่ต้องพิจารณารายละเอียดต่างๆ หลายประเด็น โดยเฉพาะประโยชน์ที่จะได้รับจากผลของการวิจัย ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
          1.1 ความสนใจของผู้วิจัย
ควรเลือกเรื่องที่ตนเองสนใจมากที่สุด และควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากจนเกินไป
          1.2 ความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัย
ควรเลือกเรื่องที่มีความสำคัญ และนำไปใช้ปฏิบัติหรือสร้างแนวความคิดใหม่ๆ ได้
โดยเฉพาะเกี่ยวกับงานด้านเวชศาสตร์ครอบครัวหรือเชื่อมโยงกับระบบสุขภาพ
          1.3 เป็นเรื่องที่สามารถทำวิจัยได้
เรื่องที่เลือกต้องอยู่ในวิสัยที่จะทำวิจัยได้ โดยไม่มีผลกระทบอันเนื่องจากปัญหาต่างๆ เช่น
ด้านจริยธรรม ด้านงบประมาณ ด้านตัวแปรและการเก็บข้อมูล ด้านระยะเวลาและการ
บริหาร ด้านการเมือง หรือเกินความสามารถของผู้วิจัย
          1.4 ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ทำมาแล้ว
ซึ่งอาจมีความซ้ำซ้อนในประเด็นต่างๆ ที่ต้องพิจารณาเพื่อหลีกเลี่ยง ได้แก่ ชื่อเรื่องและ
ปัญหาของการวิจัย (พบมากที่สุด) สถานที่ที่ทำการวิจัย ระยะเวลาที่ทำการวิจัย วิธีการ หรือ
ระเบียบวิธีของการวิจัย
สรุป

ชื่อเรื่อง (The Title) คือ เขียนชื่อเรื่องได้กะทัดรัดชัดเจนมีทั้งตัวแปรต้นและตัวแปรตามปรากฏอยู่ด้วยอย่างชัดเจน  ชื่อเรื่องควรมีความหมายสั้น เพื่อระบุถึงเรื่องที่จะทำการศึกษาวิจัย  ในการเลือกหัวเรื่องของการวิจัย มีข้อควรพิจารณา 4 หัวข้อ คือ
            1.1 ความสนใจของผู้วิจัย
1.2 ความสำคัญของเรื่องที่จะทำวิจัย
1.3 เป็นเรื่องที่สามารถทำวิจัยได้
1.4 ไม่ซ้ำซ้อนกับงานวิจัยที่ทำมาแล้ว


แหล่งที่มา
พิสณุ  ฟองศรี.(2553). การเขียนรายงานวิจัยและวิทยานิพนธ์.กรุงเทพฯ:ด่านสุทธาการพิมพ์.
http://in.kkh.go.th/department/research/index.php?option=com_content&view=article&id=52&Itemid=62  เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555
http://blog.eduzones.com/jipatar/85921 เข้าถึงเมื่อ 19 / 12 / 2555